Hybrid Cloud System

Hybrid Cloud (คลาวด์ลูกผสม) คือ Cloud ที่มีองค์ประกอบของสองระบบหรือมากกว่าสองแพลตฟอร์ม คือมีทั้ง Private Cloud กับ Public Cloud ผสมกัน เป็นการเอาข้อดีระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น การนำ Private Cloud มาใช้สำหรับเก็บข้อมูลภายในองค์กร และใช้ Public Cloud มาใช้เพื่อการ Scale out ในการประมวลผลในช่วงที่เกิด Workload Peak time เป็นต้น.
จุดเด่นของ Hybrid Cloud
  • ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายไปได้ในบางส่วน
  • มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเลือกเก็บข้อมูลได้ เช่นเลือกเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อน หรือเป็นความลับไว้ที่ Private Cloud ของตัวเอง และเลือกเก็บข้อมูลเว็บไซต์ ข้อมูลที่ต้องมีการยืดขยายสูง ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือข้อมูลที่มีความเสี่ยงน้อยไว้บน Public Cloud เป็นต้น
  • ทดแทนข้อดีข้อเสียของ Private Cloud และ Public Cloud
การประมวลผลบนระบบคลาวด์ด้วย AWS
Amazon Web Services (AWS) เป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ครอบคลุมและนำมาใช้มากที่สุดในโลก โดยนำเสนอบริการอันโดดเด่นเต็มรูปแบบกว่า 175 บริการจากศูนย์ข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก ลูกค้ากว่าหลายล้านคน ทั้งสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วที่สุด องค์กรที่ใหญ่ที่สุด และหน่วยงานราชการชั้นนำ ต่างใช้ AWS เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความคล่องตัว และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ฟังก์ชันมากที่สุด
AWS มีบริการที่หลากหลายกว่าและคุณสมบัติภายในบริการเหล่านั้นก็มีมากกว่าผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอย่างการคำนวณ การจัดเก็บ และฐานข้อมูล ไปจนถึงเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น แมชชีนเลิร์นนิ่งและปัญญาประดิษฐ์, Data Lake และการวิเคราะห์ รวมถึงอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง ซึ่งช่วยให้การย้ายแอปพลิเคชันที่มีอยู่ไปยังคลาวด์สะดวกรวดเร็วขึ้น และคุ้มค่าใช้จ่ายยิ่งขึ้น และสร้างสรรค์งานได้แทบทุกอย่างตามจินตนาการ นอกจากนี้ AWS ยังมีฟังก์ชันการทำงานที่ลึกล้ำที่สุดภายในบริการเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น AWS มีฐานข้อมูลมากมายหลายหลากที่ออกแบบมาตามวัตถุประสงค์สำหรับการใช้งานประเภทต่างๆ คุณจึงเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับงานเพื่อรับความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดได้
  • ชุมชนขนาดใหญ่ของลูกค้าและคู่ค้า
AWS มีชุมชนที่ใหญ่ที่สุดและไดนามิกที่สุด รวมทั้งลูกค้าที่ใช้งานเป็นประจำหลายล้านคนและคู่ค้าหลายหมื่นรายทั่วโลก ลูกค้าในอุตสาหกรรมแทบทุกสาขาและทุกขนาด ทั้งสตาร์ทอัพ องค์กร และองค์กรภาครัฐ ต่างเรียกใช้กรณีใช้งานทุกแบบที่สามารถจินตนาการได้บน AWS AWS Partner Network (APN) มีทั้งผู้ผนวกรวมระบบหลายพันราย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านบริการของ AWS และผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) ซึ่งใช้เทคโนโลยีของตนทำงานบน AWS หลายหมื่นราย
  • ปลอดภัยที่สุด
AWS ได้รับการออกแบบมาให้มีสภาพแวดล้อมการประมวลผลบนระบบคลาวด์ที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยที่สุดที่มีอยู่ในขณะนี้ โครงสร้างพื้นฐานหลักของเราสร้างขึ้นตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับการทหาร ธนาคารทั่วโลก และองค์กรที่สำคัญมากอื่นๆ ทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยชุดเครื่องมือด้านความปลอดภัยของระบบคลาวด์ โดยมีบริการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด การกำกับดูแล และคุณสมบัติ 230 รายการ นอกจากนี้ AWS ยังรองรับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนด 90 รายการ และบริการของ AWS ทั้งหมด 117 รายการที่จัดเก็บข้อมูลของลูกค้ามีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลดังกล่าว
  • นวัตกรรมที่รวดเร็วที่สุด
AWS จะช่วยให้คุณสามารถปรับใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อทดลองและสร้างสรรค์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เราเร่งพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างที่จริงที่คุณสามารถใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ในปี 2014 นั้น AWS บุกเบิกพื้นที่ไร้เซิร์ฟเวอร์โดยเปิดตัว AWS Lambda ที่ช่วยให้นักพัฒนารันโค้ดของตนโดยไม่ต้องจัดเตรียมหรือจัดการเซิร์ฟเวอร์ และ AWS ก็สร้าง Amazon SageMaker ซึ่งเป็นบริการแมชชีนเลิร์นนิ่งที่มีการจัดการเต็มรูปแบบที่ให้ขุมพลังแก่นักพัฒนาและนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปในการใช้แมชชีนเลิร์นนิ่ง โดยไม่ต้องมีประสบการณ์มาก่อน
  • ความเชี่ยวชาญการดำเนินงานที่ผ่านการรับรองมากที่สุด
AWS มีประสบการณ์ การพัฒนา ความมั่นคง ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่เหนือระดับซึ่งคุณไว้วางใจได้สำหรับแอปพลิเคชันที่สำคัญที่สุดของคุณ กว่า 14 ปีแล้วที่ AWS ให้บริการระบบคลาวด์แก่ลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลกซึ่งมีกรณีการใช้งานที่แตกต่างหลากหลาย AWS มีประสบการณ์การดำเนินงานมากที่สุด ในขนาดงานที่ใหญ่กว่าผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใด
  • เครือข่ายทั่วโลกของรีเจี้ยน AWS
AWS มีโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลางของระบบคลาวด์ที่ครอบคลุมมากที่สุด ไม่มีผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายอื่นที่มีจำนวนรีเจี้ยนพร้อม Availability Zone ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายเวลาแฝงต่ำ ปริมาณการประมวลผลสูง และเครือข่ายสำรองสูงมากเท่านี้ AWS มี Availability Zone 77 แห่งใน 24 รีเจี้ยนทางภูมิศาสตร์ทั่วโลก และได้ประกาศแผนการเปิด Availability Zone เพิ่มเติมอีก 18 แห่ง รวมถึงอีก 6 รีเจี้ยน AWS ในออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ รูปแบบรีเจี้ยน/Availability Zone ของ AWS ได้รับการยอมรับจาก Gartner ว่าเป็นวิธีการที่แนะนำสำหรับการเรียกใช้แอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ต้องการความพร้อมใช้งานขั้นสูง
  • ผู้นำด้านการประมวลผลบนระบบคลาวด์
Gartner Research จัดสถานะของ AWS ให้เป็น Leaders Quadrant ของ Magic Quadrant แบบใหม่ประจำปี 2020 สำหรับโครงสร้างพื้นฐานบนระบบคลาวด์และบริการแพลตฟอร์ม (CIPS) CIPS ในบริบทของ Magic Quadrant นี้ได้รับการกำหนดให้เป็น “ข้อเสนอที่เป็นมาตรฐานและมีความอัตโนมัติสูงซึ่งทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น การประมวลผล ระบบเครือข่าย และพื้นที่จัดเก็บ) ได้รับการเสริมด้วยบริการแพลตฟอร์มที่ผสานรวมกัน”
Microsoft Azure คือ คลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) ที่เปิดกว้างและมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นรากฐานสำหรับการสร้าง ติดตั้ง รวมถึงจัดการโซลูชัน รองรับการใช้งานในรูปแบบ Iaas( Infrastructure as a Service) และ Pass (Platform as a Service) นั่นคือท่านสามารถเช่าใช้บริการโดยให้ Microsoft ช่วยดูแลและจัดการด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่าย เหมาะสำหรับองค์กรทุกขนาดไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ที่ต้องการพัฒนาและปรับปรุง ศูนย์ข้อมูลให้มีความยืดหยุ่นและรองรับกับความต้องการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ให้บริการ App
การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานบน Azure ทำได้โดยใช้ภาษาที่หลากหลาย เช่น Java, PHP, .NETผ่านชุดเครื่องมือ และเฟรมเวิร์กต่างๆ
  • ให้บริการ Compute
เพื่อการสร้างเครื่องเวอร์ชวล (Virtual Machine) เพื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการพร้อมด้วยระบบฐานข้อมูลที่หลากหลาย
  • ให้บริการ Storage
เพื่อการทำสำรองข้อมูล ย้ายข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และสำรองข้อมูลไปยังพื้นที่จัดเก็บได้อย่างปลอดภัย
  • ให้บริการ Network
เพื่อการเชื่อมต่อระบบคลาวด์เข้ากับโฮสต์และการติดตั้งใช้ในองค์กร

ประโยชน์และการนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลและบำรุงรักษา
  • มีความยืดหยุ่น สามารถ เพิ่ม/ลด ขนาดหรือสเปคตามความต้องการใช้งานได้
  • สะดวก สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลา
  • รองรับระบบปฏิบัติการหลากหลาย
  • มั่นใจได้กับความปลอดภัยสูงสุด และ SLA 99.95%
  • เรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง
DR-Site
DR-Site ย่อมาจาก disaster recovery site ถ้าแปลรวมๆก็จะได้ว่า สถานที่เก็บข้อมูลไว้สำหรับกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น คือ การเอาคัดลอกข้อมูลของเราไปเก็บไว้อีกที่นึง เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดความเสียหายของข้อมูลนั่นเอง

ประเภทของ DR-Site

  • Hot Site คือระบบที่มีทุกอย่างเหมือน Site หลักทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น Software หรือ Hardware ซึ่ง Hot Site จะมีการ Backup ข้อมูลของระบบหลักอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่ระบบหลักเกิด Downtime ตัว Hot Site จะเข้ามาทำงานแทนทันที เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
  • Warm Site คือระบบที่จะมีการ Backup ข้อมูลเป็นระยะ ๆ ไม่ได้มีการ Backup ข้อมูลของระบบหลักอยู่ตลอดเวลาอย่าง Hot Site ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า Hot Site ในการเตรียมระบบให้พร้อมก่อนใช้งาน
  • Cold Site คือระบบที่มีการ Backup ข้อมูลของระบบหลักไว้บ้าง เช่น อาจเป็นเพียงการส่ง tape backup ไปยังที่ ที่เตรียมไว้ หากเกิด Downtime จำเป็นต้องมีผู้เชียวชาญเข้ามาดูแลและตั้งค่าก่อนเปิดใช้งาน จึงใช้เวลานานกว่าระบบจะสามารถใช้งานได้